บทที่ 5 อาจิ้นสามีเจ้าถูกหมีตะปบ
รุ่งเช้า นางตื่นขึ้นมาก็พบดวงตาสองคู่ที่กำลังจ้องมองนางอยู่ พวกเขาตื่นกันนานแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะปลุกท่านแม่ อีกทั้งอ้อมกอดของท่านแม่ก็อบอุ่นจนไม่อยากลุกจากที่นอน
“ตื่นกันนานแล้วหรือยัง” นางบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้น
“เพิ่งตื่นขอรับ” กงหนิงอวี่ร้องบอกเสียงใส
“ไปล้างหน้ากันก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารเช้า จะได้ออกไปด้านนอก”
เด็กทั้งสองลุกขึ้นเก็บผ้าห่ม ม่านม่านมองพวกเขาเก็บอย่างสนใจ หากอยู่ในยุคสมัยของนางเด็กห้าขวบคงยังมิรู้ความเช่นนี้ หากพวกเขาได้รับความรักจากผู้เป็นมารดาอย่างเต็มที่ ก็คงไม่ต้องโตเร็วกว่าอายุ
ทั้งสามกินข้าวอาบน้ำแล้วออกจากมิติ ออกมาได้เพียงไม่นาน เสียงโวยวายที่หน้าประตูเรือนก็ดังขึ้น
“พวกเจ้ารออยู่ในเรือน ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”
“ขอรับ/ขอรับ”
ม่านม่าน ยังเดินไม่ถึงหน้าประตูเรือน ประตูเรือนก็ถูกคนด้านนอกเปิดเข้ามาแล้ว คนนับสิบส่งเสียงดังจนจับใจความไม่ได้ มีคนเจ็บที่ถูกหามเข้ามาด้านใน ตรงหน้าอกของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด มีเพียงหน้าอกที่ยังขยับอยู่เล็กน้อยที่บ่งบอกว่ายังมีลมหายใจอยู่
"อาม่าน อาจิ้นสามีเจ้าถูกหมีตะปบเข้าที่หน้าอกอาการมิสู้ดีนัก” บุรุษวัยกลางคนเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“หืม...สามีข้า” นางเลิกคิ้วขึ้น ปรายตามองไปทางคนเจ็บเล็กน้อย เพื่อดูว่าเขามีหน้าตาเช่นใด “เหตุใดไม่พาไปหาหมอเล่า ข้ามิใช่หมอเสียหน่อย” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการแตกตื่นเมื่อเห็นกงเพ่ยจิ้นกลับมาด้วยสภาพใกล้ตาย
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าบอกท่านแล้วว่านางใจดำเพียงใด ท่านเห็นหรือไม่ แม้แต่ความตายของอาจิ้นนางก็ไม่สนใจ ข้าจะไปตามเกวียนวัวมาพาอาจิ้นไปหาหมอในเมืองเอง” บุรุษหนุ่มชี้หน้าม่านม่านอย่างโกรธแค้น
“ข้าคิดว่านางเป็นภรรยาสมควรจะต้องรู้” หัวหน้าหมู่บ้านมองม่านม่านอย่างดูแคลน
“มีเพียงเกวียนวัวหรือ?” นางเลิกคิ้วขึ้นถาม
“เพ้ย...หมู่บ้านจนๆ เช่นนี้ มีเพียงเกวียนวัวก็ดีเพียงใดแล้ว อาหยุนเจ้าไม่ต้องฟังนางแล้ว รีบไปตามเกวียนลุงไฉมาเร็วเข้า” ชายที่ชี้หน้าด่าม่านม่านเมื่อครู่มีนามว่าอาหยุน เขารีบวิ่งออกจากเรือนไปทันที
เสียงโวยวายของชาวบ้านทำให้เด็กแฝดเดินมาแอบมองอย่างสนใจ เมื่อเห็นบิดานอนเจ็บอยู่บนแคร่ไม้ ทั้งสองก็ไม่สนใจคำสั่งของม่านม่านที่บอกให้รออยู่ในเรือน รีบวิ่งเข้ามาดูเข้าทันที
“ท่านพ่อ!!!” กงหนิงเจี้ยนร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง กงหนิงอวี่เองก็ไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ชาย
พวกเขาจะเข้าไปสวมกอดกงเพ่ยจิ้น แต่ถูกม่านม่านดึงคอเสื้อของทั้งคู่เอาไว้
“หากเจ้าเข้าไปโดนตัวท่านพ่อ เขาจะยิ่งเจ็บหนัก” พอได้ยินว่าบิดาจะเจ็บมากกว่าเดิม ทั้งสองก็ยืนร้องไห้อยู่ด้านข้างแทน
ม่านม่าน เดินเข้าไปสำรวจบาดแผลของกงเพ่ยจิ้น นางกระชากเสื้อของเขาออกท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองมาที่นางอย่างตกใจ
“นะ นั่น นั่นเจ้าทำอันใด” บุรุษหนุ่มสองสามคนจะเข้ามาดึงตัวของม่านม่านออก
แต่พอจะจับที่แขนของนาง นางก็หันไปจ้องหน้าพวกเขานิ่งๆ แววตาของนางที่เย็นชาปล่อยไอสังหารออกมาโดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว ทำให้บุรุษทั้งสองที่จะเข้ามากระชากร่างของนางหยุดอยู่กับที่ด้วยความตกใจ
“โดนมากี่วันแล้ว” นางเงยหน้าขึ้นไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน
บุรุษที่อยู่ด้านข้างนางเป็นผู้เอ่ยตอบแทน “สองวันแล้ว”
“หึ สองวัน...นับว่าดวงแข็งไม่น้อย เหตุใดถึงไม่ห้ามเลือดให้เขาก่อนเล่า หรือว่า...พวกเจ้าที่เป็นพรานเข้าป่าประจำทำไม่เป็น” นางกวาดสายตาไปมองพวกบุรุษรอบตัวอย่างรอคอยคำตอบ
“ขะ ข้า ข้าตกใจเกินไปจึงลืมเรื่องนี้” เดิมก็ไม่มีผู้ใดคิดว่ากงเพ่ยจิ้นจะอดทนมาได้ถึงวันนี้
“น่าขันเสียจริง”
“เจ้าเป็นสตรีอยู่กับเรือนจะรู้อันใด!!!” บุรุษอีกคนร้องโวยวายขึ้น
“อ้อ...แล้วบุรุษเช่นเจ้ารู้อันใดบ้างเล่า หากเขา...” นางชี้ไปที่กงเพ่ยจิ้น “ตายขึ้นมา คนที่ขึ้นเขาไปพร้อมกับเขาทั้งหมดจะต้องรับผิดชอบ ที่ทำให้บุตรชายของข้าสองคนต้องเสียน้ำตา” นางยิ้มเย็นออกมา
รอยยิ้มของม่านม่านทำให้บุรุษที่ขึ้นเขาไปพร้อมกับกงเพ่ยจิ้นถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มู่ลี่ม่านที่ปรากฏตัวด้านนอกน้อยครั้ง ไม่คิดว่ายามนี้นางจะดูน่าหวาดกลัวมากถึงเพียงนี้
เพียงไม่นานอาหยุนก็กลับมาพร้อมเกวียนวัว หัวหน้าหมู่บ้านจึงสั่งให้คนแบกกงเพ่ยจิ้นขึ้นไปวางไว้บนเกวียนวัว
“ท่านแม่ ข้าอยากไปกับท่านพ่อด้วย” กงหนิงเจี้ยนดึงแขนเสื้อของม่านม่าน
นางเม้มปากแน่น ด้วยรู้ดีว่าไปก็ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ ม่านม่านกำลังจะอ้าปากปฏิเสธกงหนิงอวี่ที่ยังคงสะอื้นไม่หยุดก็เดินเข้ามาดึงแขนอีกข้างของนาง
“ท่านแม่ ข้าจะไม่ร้องดูการ์ตูนอีกแล้วขอรับ ให้ข้าไปกับท่านพ่อด้วยนะขอรับ” เขาสะอื้นอย่างน่าสงสาร
สุดท้ายนางก็ทนการรบเร้าของทั้งสองไม่ได้ “เกวียนวัวพอให้ข้ากับลูกไปด้วยได้หรือไม่” นางหันไปถามอาหยุนที่พาตัวกงเพ่ยจิ้นขึ้นไปอยู่ด้านบนเรียบร้อยแล้ว
“เหอะ อยากไปก็ขึ้นมา แต่หากเจ้าทำให้พี่จิ้นตายระหว่างทาง ข้าจะฆ่าเจ้าแน่” เขาถลึงตามองนาง
“เขาไม่ตายด้วยน้ำมือข้าแน่ แต่เจ้า...ไม่แน่” ม่านม่านปรายตามองอาหยุนเล็กน้อย ด้วยรำคาญเสียงของเขา นางพาเด็กแฝดทั้งสองขึ้นไปนั่งด้านใน แล้วตามขึ้นไปนั่งด้วยอีกคน
